2007/Oct/02

วันนี้เราทำเรื่องผิดพลาดไปอีกแล้ว
ทั้งๆที่เคยสัญญาแล้วว่าจะไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก







ไอ้บ้าเอ๊ย
อยากจะตบหน้าตัวเองแรงๆสักที






งี่เง่ามากๆเลยที่ต้องเป็นแบบนี้อยากจะขอโทษสักพันครั้ง









ล้านครั้งก็ยังได้
เพื่อจะได้ให้รู้ไว้ว่ารู้สึกผิดจากใจจริงๆ








ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดออกจากปากเท่านั้น









บางครั้งเราก็อาจจะพูดโดยที่ไม่คิด
อาจจะคะนองปากไปบ้าง









แต่ไม่ได้จะตั้งใจทำให้เธอต้องเจ็บปวดจริงๆนะ
ช่วยตบหน้าเราสักทีเถอะ









ตบแรงๆ






สุดแรงเกิดเลยก็ได้
หรือทำยังไงก็ได้เพื่อให้เรารู้ตัวว่าทำให้เธอต้องปวดหัวใจอยู่








รู้มั้ย






ก่อนหน้านี้เราเห็นเธอร้องไห้
หรือเห็นเพียงแค่น้ำตา








เราก็เจ็บเหมือนกันนะ
ไม่อยากให้เธอต้องร้องไห้









ยิ่งเราเป็นคนทำเธอให้ร้องไห้ด้วย


เราก็ยิ่งปวด









ปวดมาก












บางทีก็ไม่เข้าใจหัวใจตัวเอง





ว่าทำไมเราเป็นไปได้ขนาดนี้












เรื่องนี้เรายังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้เลย











มาวันนี้มีเรื่องให้เราได้เรียนรู้อีกข้อนึงแล้ว
เธอรู้มั้ยว่า
















วันนี้ที่เราทำให้เธอต้องเจ็บปวด






แต่เธอไม่แสดงออกมาให้เราได้รับรู้
ยังปล่อยให้เราทำร้ายหัวใจเธอ







มันเจ็บจริงๆนะ







ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี










แค่เราเห็นน้ำตาเธอเราก็เสียใจ
แต่เราทำให้่เธอเสียใจแล้วเธอไม่พูดไม่ยอมบอกเรา









รู้มั้ยว่ามันยิ่งทำให้เราปวด













ปวดและทรมานยิ่งกว่าเห็นเธอร้องไห้อีก











ขอโทษนะ
ก็รู้อยู่ว่าแค่คำพูดขอโทษมันไม่เพียงพอหรอก





เกลียดตัวเองในวันนี้มากเลย
ที่ทำให้เธอเจ็บ





แล้วก็ยิ่งเกลียดตัวเองในวันก่อนๆหน้านี้อีก
ที่ดันไปสัญญาว่าจะไม่ทำให้เธอต้องร้องไห้หรือเสียใจ





แล้วก็โคตรจะเกลียดตัวเองเลยที่เคยไปสัญญาว่า
จะทำให้เธอมีแต่ความสุข


จะทำให้หัวเราะได้ทุกๆวัน











ไอ้งี่เง่าเอ๊ย
ทำเค้าเสียใจ






แล้วตัวเองก็ต้องมาร้องไห้เองทีหลัง








เห็นตัวเองในกระจกแล้วก็ต้องบอกว่า



สมน้ำหน้า






เจ็บแค่นี้มาทำเป็นร้องไห้
ที่จริงแล้ว




เราว่าเราสมควรตายมากกว่า








กลัวมากๆเลย










กลัวเธอจะรักเราน้อยลง
เพราะได้เห็นความงี่เง่าของเรา
ความปัญญาอ่อน
ความติงต๊องที่เรามี






แต่มันก็ช่วยไม่ได้แล้ว
ถ้าเรื่องราวหลังจากวันนี้ไปมันจะไม่เหมือนเดิม







ถ้าวันพรุ่งนี้เธอจะรักเราน้อยลง
เธอจะมาหาเราน้อยลง
เธอจะมากินข้าวกับเราน้อยลง




หรือวันข้างหน้าเธอจะไม่เข้ามาออเซาะเรา
ไม่มาอ้อนเรา
ไม่มาหยิกแก้มอูมๆของเราแล้วก็ไม่เป็นไร






ก็เราทำให้เธอเจ็บช้ำอีกแล้วนี่เนาะ







แต่จะบอกว่า
ตั้งแต่พรุ่งนี้ไปเราจะปรับตัวใหม่

เธอไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อเราหรอก
ไม่ต้องเปลี่ยนเลยแม้แต่นิดเดียว





เดี๋ยวเราเปลี่ยนเอง
เธอว่ายังไง เราก็ว่ายังงั้น





เธอจะไปเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนๆก็ได้
ไปทุกวันเลยก็ยังได้้้





เธอเคยใช้ชีวิตยังไงก็ทำไปตามนั้นเลย
เราจะไม่พูดไม่บ่นแม้แต่คำเดียว







แค่ความเป็นห่วง
ห่วงคนรักมันทรมานแต่เราก็จะทนให้ได้




เพื่อที่จะได้ไม่ทำให้เธอเจ็บ








เรายอมเจ็บ ยอมทรมานคนเดียวเองก็ได้
สบายมาก







ความรักมักจะทำให้ผู้หญิงเข้มแข็งขึ้น
แต่จะทำให้ผู้ชายอ่อนแอลง






เมื่อก่อนไม่เคยเชื่อ
แต่ตอนนี้คงต้องยอมเชื่อแล้ว







ขอโทษนะ
ขอโทษนะ
ขอโทษนะ







นี่นี่
รู้อะไรมั้ยเวลาที่เราโกรธเธอ
เรามักจะเอาโทรศัพท์
ขึ้นมาอ่านข้อความที่เธอเคยส่งมา






เชื่อมั้ยแค่อ่านไปเพียงข้อความเดียวก็ทำให้เรายิ้มได้แล้ว






อ่านอีกข้อความนึง มันก็ทำให้เราหายโกรธเธอแล้ว







แล้วพออ่านอันต่อไปเรื่อยๆ.........เรื่อยๆ










เราก็ยิ่งรักเธอมากขึ้นไปอีก











ไม่รู้เธอจะเป็นเหมือนกันมั้ย















แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เธอโกรธเรา
เธอลองเอาโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข้อความของเราดูนะ









หรือไม่ก็กดดูรูปเราก็ได้ ดูหน้าเรา







หน้าแป้นๆ...............ที่เหมือนซาลาเปาไง
















รับรองได้ว่าถึงแม้เธอจะไม่หายโกรธ
แต่ก็น่าจะทำให้หัวเราะได้มั่งแหละ






















ก็เรามันมีดีแค่นี้เองนี่เนาะ



















ขอโทษจากหัวใจจริงๆ






ป.ล. วันนี้เราลืมตัว ลืมอะไรไปบางอย่าง
บางอย่างที่สำคัญมากๆ
เราลืมนึกถึงสิ่งที่เราได้รับจากเธอ
กำลังใจอันยิ่งใหญ่ที่เพียงแค่ได้ยินเสียงเธอ
แรงบันดาลใจอย่างมากมายที่เพียงแค่นึกถึงหน้าเธอ
ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้สัมผัสเพียงแค่เธอเอื้อมมือมาโอบกอด
และก็ความสุขอย่างมหาศาลเพียงแค่เธอพูดว่า ชุ ชุ
สิ่งที่เราได้รับจากเธอมันมาก....มากมาย
เกินกว่าที่เราจะมาโอดครวญกับความเจ็บปวดเล็กๆ
ความจริงแล้วเราไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องอะไรเลยด้วยซ้ำ
ต้องขอบคุณเธอต่างหาก




ขอบคุณนะ

edit @ 2007/10/03 00:07:18
edit @ 2007/10/03 00:13:21

2007/Sep/29

เหงื่อเม็ดโตผุดขึ้นมาบนใบหน้าผม
เหงื่อเม็ดแรก ผมยกมือขึ้นเช็ดออกไปอย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก



เม็ดที่สอง...เม็ดที่สาม...เม็ดที่สี่
มันผุดขึ้นเรื่อยๆ..............ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ



มากขึ้น.....มากขึ้น.....เม็ดแล้วเม็ดเล่า
มากขึ้นตามระดับความตึงเครียดที่ผมกำลังเผชิญอยู่



ไม่ทันรู้สึกตัวเสื้อของผมก็ชุ่ม......เปียกแฉะไปด้วยเหงื่อ
ทั้งด้านหน้า....และด้านหลัง
เปียกไปถึงซอกตูด และง่ามดาก




ผมไม่ได้รู้สึกร้อนเลย
แต่ผมเครียด......เครียดจนถึงกับต้องอ้วกออกมา
ผมอึดอัด.......อึดอัดจนอกแทบจะระเบิดออกมา


ใครก็ได้ช่วยผมด้วย....ช่วยหน่อย
ผมรู้สึกอยากจะหลับไปเลยไม่ต้องรับรู้อะไรแล้ว.......หรือให้ตายไปเลยอาจจะดีซะกว่า



กูต้องยอมให้มึงใช่มั้ย
ต้องยอมแพ้มึงใช่มั้ย
กูต้องขอโทษมึงใช่มั้ย
มึงถึงจะเลิกราวีกู


ผมก็อยากจะให้เรื่องมันจบๆไปเหมือนกันนะ
แต่มันเลยเถิดมาถึงขนาดนี้แล้ว


ผมไม่เข้าใจ
ทำไมมันต้องเป็นผม



เพราะผมไม่ได้ทำอะไรผิด
ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว


ผมก็ทำในสิ่งที่ใครๆก็ต้องทำ
เป็นเรื่องปกติของสิ่งมีชีวิต....ทุกชีวิต



แต่ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้ทำไมต้องมาเกิดกับ...



กับผมและคนที่ผมรักด้วย



กูขอโทษละกันนะ
กูยอมขอโทษมึงแล้วนะ ทั้งๆที่กูไม่ผิดด้วย
ไม่มีใครบอกกูเลย
ว่ามันจะต้องเป็นแบบนี้





เวลา......ผมอยากจะย้อนเวลากลับไป


.



...สัก....40นาทีก็พอ....................ก็พอ








- - - - - - - - - - - - -1 ชั่วโมงก่อนหน้านี้ - - - - - - - - - - - - - -



นี่ีผมฝันไปรึเปล่าว่ะเนี่ย


โอย...ไม่อยากจะเชื่อเลย


ว่าผมกำลังได้มายืนอยู่ที่บ้านของผู้หญิงที่ผมแอบชอบ


เธอเป็นสไตลิสต์ที่น่ารักมากๆ เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ผิวขาว

ที่สำคัญ บะลักกั้ก......? บะลักกั้กมากๆ


#หมายเหตุ#

บะลักกั้ก....ใช้อธิบายถึงสิ่งที่มีขนาดใหญ่โตกว่าปกติ นิยมใช้เรียกกับอะไรก็ได้

แต่ส่วนใหญ่มักจะใช้เรียกเพื่อบ่งบอกถึงขนาดหน้าอกของผู้หญิง

ในหนังโป๊สมัยก่อนมากกว่า อาทิเช่น คู่กำ อีปังตอ เรือนมยุรา เป็นต้น

ในปัจจุบันคำนี้ไม่ได้รับความนิยมแล้ว แต่อาจจะได้ยินบ้างจากคนที่มีอายุมาก

และท่าทางลามกที่ยังชื่นชอบการดูหนังโป๊จากม้วนวิดิโอมากกว่าแผ่นวีซีดี





เธอเป็นคนที่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ผมรับรู้ได้จากการแต่งตัวของเธอ
จากการพูดจาของเธอ
จากลักษณะนิสัยท่าทางของเธอ




วันนี้มีงานที่ผมต้องถ่ายรูปไฮโซคนหนึ่ง
ผมต้องไปที่บ้านของไฮโซคนนี้


บังเอิญหรือฟ้าลิขิตมาแล้วก็ไม่รู้
ผมไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไรดี




เธอคนนี้โทรหาผม
เธอบอกว่ารถเธอเสีย แล้วเสื้อผ้าที่ต้องขนไปมันก็เยอะมาก
เธอบอกว่าช่วยไปรับเธอหน่อย




ไม่มีเหตุผลที่ผมจะต้องปฎิเสธ
ผมเลี้ยวรถกลับทันทีที่วางหู





หัวใจผมเต้นแรง แรงจนผมเจ็บปอดที่ด้านซ้ายเพราะหัวใจมันกระแทกใส่
อย่างรุนแรง




ผมคงไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย

หรือถ้าเป็นความฝัน ก็ขอให้อย่าเพิ่งตื่นเลยนะ......ขอร้องล่ะ



"สวัสดีค่ะ"



เป็นคำที่ผมได้ยินหลังจากยืนรอเธอที่หน้าประตูอยู่พักนึง



"เข้ามาข้างในก่อนซิค่ะ"



โอ๊ย......หัวใจผมแทบละลายอยู่ตรงหน้าบ้านเธอ



ผมเข้าไปในบ้านของเธอ


บ้านชั้นเดียวไม่ใหญ่โตมาก
แต่ตกแต่งสวยงาม......สวยงามแบบแปลกๆ
แปลกแต่ก็่สมกับที่เป็นเธอ



ลงตัว



ผมช่วยเธอหยิบเสื้อผ้าที่ต้องนำไปในวันนี้
ผมเห็นเธอก้มลง
เสื้อของเธอวันนี้คอลึกมาก
มากจนเห็นเนินอกขาวๆ อันบะลักกั้กของเธอ



ผมเดินหลบไปมุมอื่นทันที











มุมที่เหลี่ยมดีกว่านี้




"อยู่คนเดียวเหรอ"



ผมถามเธอเผื่อโอกาสจะเอื้ออำนวย



"ค่ะ ก็อยู่คนเดียวตลอดแหละ"




เอาแล้วไงครับท่านผู้ชม (อ่าน)
อะไรจะเป็นใจให้ผมขนาดนี้




เทพเจ้าแห่งความหงี่กำลังเข้าข้างผม


#หมายเหตุ#

หงี่ เป็นคำที่ใช้เรียกอาการบางอย่างของมนุษย์ มีรากศัพท์มาจากคำว่าเงี่ยน

แต่อาการไม่รุนแรงมาก ยังอยู่ในสภาวะที่สามารถอดทนได้

แต่ไม่สามารถที่จะรับประกันได้ว่าจะทนไหวถ้าถูกสิ่งเร้า ยั่วกิเลศ เพราะสภาวะ หงี่

อาจเปลี่ยนสภาพเป็นเงี่ยนได้ตลอดเวลา ถ้าให้อธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือ

หงี่เป็นจุดเริ่มต้นของอาการที่เรียกว่าเงี่ยนนั่นเอง



ผมสับสนมาก
ว่าที่เค้าเรียกเรามาเพราะเค้ามีใจรึเปล่า


ผมสับสนมาก
ว่าเค้าจะหงี่เหมือนที่เราหงี่อยู่รึเปล่า


เอาแม่งเลยมั้ย

เอาแม่งเลยมั้ย

เอาแม่งเลยมั้ย



เสียงใครสักคนตะโกนก้องดังอยู่ในโสตประสาทตรงหัว(โค็ย)ของผม


แต่ผมก็คงได้แต่คิดแหละ เพราะผมไม่ใจสัตว์พอ
ที่จะทำตามสัญชาตญาณอย่างเดียวได้


ผมเป็นมนุษย์
ผมกำลังกดมันเอาไว้
สัญชาตญาณสัตว์ป่าของผมกำลังทะลักออกมา




อดทนไว้
อดทนไว้
อดทนไว้








อดทนไว้





ผมบอกดังๆใส่เข้าไปในหัวของผม(หัวสมองนะ)





แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันมันก็เกิดขึ้น!!
ขณะที่ผมกำลังต่อสู้กับจินตนาการอันไร้ขอบเขตของตัวเองอยู่นั้น
เจ้าสิ่งนั้นมันมาโดยไม่ได้รับเชิญ








โครก.......ครืด.......คราก


เอาแล้วไง
ดันมาปวดขี้เอาตอนนี้ซะได้
ทำไมผมถึงชอบมาปวดท้องวันที่ต้องมีงานทุกที
ผมไม่เข้าใจ





คงเป็นเพราะชาเย็นที่ผมซัดไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนแน่ๆ




"ตามสบายเลยค่ะ"
เสียงของเธอตอบกลับมา หลังจากที่ผมถามหาห้องสุขา






ผมวิ่งทันที พร้อมๆกับได้ยินเสียงของเธอไล่หลังมา
แต่ฟังไม่ชัดเท่าไหร่
ช่างมันเหอะ





แล้วเรื่องทั้งหมดมันก็เริ่มจากตรงนี้






----โปรดติดตามตอนต่อไป ----

edit @ 2007/09/29 19:06:32
edit @ 2007/09/29 19:14:19
edit @ 2007/09/29 19:17:36

2007/Sep/27

ความกลัวเท่าที่ผมเคยสัมผัส

บางที่ถ้ามีคนมาถามว่าในชีวิตนี้เคยกลัวอะไรมากที่สุด

ผมยังคงไม่สามารถบอกได้ แต่ต้องขอนึกเรื่องที่เคยกลัวก่อน

ครั้งแรกเลยก็คือตอนที่แม่มาบอกว่าพรุ่งนี้ต้องไปโรงเรียนนะลูก



ผมกลัวมากๆเลย เพราะไม่รู้จักว่าโรงเรียนคืออะไร

รู้แค่ว่าไม่ใช่ที่บ้านแน่

แต่พอได้ไปโรงเรียนแล้วก็อาจจะร้องไห้บ้างใน 3-4 วันแรก

พอเข้าอาทิตย์ที่สองผมก็เริ่มไม่กลัวแล้ว

แล้วก็มาคิดว่าเราจะกลัวอะไรว่ะ แค่นี้เอง



ความกลัวถัดมา

คือตอนป.1

อาจารย์จะให้นักเรียนลุกขึ้นยืนอ่านหนังสือทีละคน

คนละ 5 บรรทัด เรียงลำดับตามเลขที่

วันพรุ่งนี้ก็คงถึงคิวผมแล้ว

ตอนป.1 ผมยังอ่านหนังสือไม่ได้เลย โง่มากๆ

ตอนนั้นผมแปลกใจอยู่นิดหน่อยว่า

เพื่อนที่เรียน ที่เล่นมาด้วยกันตั้งแต่อนุบาล

ทำไมทุกคนถึงอ่านหนังสือกันได้แล้วเหลือแค่ผมคนเดียวที่ยังอ่านไม่ได้

นาฬิกาผมก็ดูไม่เป็น

ให้บอกชื่อเดือนผมก็บอกไม่ได้

มันอะไรกันว่ะ

(ช่างแม่งเหอะ ขอเว้นไว้ก่อน)


ตอนนั้นผมกลัวมากๆ กลัวจนเป็นโรคป่วยการเมือง

ผมได้เป็นโรคนี้ตั้งแต่ป.1 ถือว่าเร็วมากๆ

เร็วกว่าเด็กรุ่นเดียวกัน

ถ้าให้ตอนนี้มาอธิบายผมก็คงบอกไม่ได้ว่า

ป่วยการเมืองคืออะไร

แต่ตอนนั้นผมมั่นใจว่า นี่แหละคือโรคป่วยการเมืองแน่นอน


ผมหนีมาอยู่อาทิตย์กว่าๆ

แต่ท้ายที่สุดก็ต้องหันหน้าสู้เผชิญกับมันอยู่ดี

หนีไม่พ้น



แต่ระหว่างนั้นผมไม่ได้หนีอย่างเดียวผมจำได้ว่า

ผมให้แม่อ่านให้ฟัง 5 บรรทัด



แล้วผมใช้จำเอา

ตอนนั้นถึงได้รู้ว่าผมมีความจำที่เป็นเลิศมาก

แค่เพียงหลับตาแล้วฟังเอาเพียงรอบเดียวผมก็จำได้หมดแล้ว


แต่เด็ก ก็คือเด็ก

ช่วงที่ผมหยุดไป เพื่อนคนที่มีหมายเลขต่อจากผม

เค้าก็ต้องอ่านในส่วนของผม

แน่นอนครับ

ผมต้องอ่าน 5 บรรทัดแรกในหน้า 48



แต่อาจารย์บอกกับผมว่า

นายบอล เพื่อนๆเค้าอ่านไปกันจนจบบทนี้แล้ว

เธออ่านบทใหม่ตั้งแต่เริ่มแรกเลยละกัน เปิดไปที่หน้า 57 นะ

เอาละ เริ่ม





มานะ





มานี







ชูใจ

มานะ...........มานี..........ชูใจ



มานี........ชูใจ.........มานะ



ชูใจ........มานะ.........มานี



ผมจำได้แค่นั้น ไม่รู้ว่าเหตุการณ์ต่อจากนั้นเป็นยังไง

มันคงเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากแน่ๆ

จนสมองของผมได้ทำการลบออกไปจากความทรงจำจนหมดสิ้นไม่เหลือเลยแม้แต่นิดเดียว

ทั้งๆที่เรื่องราวตอนนั้นมันชัดเจนมาก

.......มากจนเห็นภาพ



อืม มันคงเลวร้ายมากจริงๆ

แต่หลังจากนั้นผมก็อ่านหนังสือได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้


แน่นอนครับ


ผมดูเวลาเป็นแล้ว

ผมบอกชื่อเดือนได้ครบทั้ง 12 เดือนด้วย



ความกลัวต่อมา

ตอน ป. 3 ผมได้รับมอบหมายให้ออกไปร้องเพลงบนเวทีในงานปีใหม่


สุดๆครับ....อะไรก็ไม่รู้

ประดังเข้ามา ถาโถมเข้าใส่

จากทุกทิศ ทุกทาง




ความกลัว กังวล ความเครียด รุมเร้าจิตใจของผมอย่างรุนแรง

ตอนนั้นคิดแต่ว่า




ทำไมต้องเป็นกูด้วยว่ะ สัดเอ๊ย
(ตอนนั้นเริ่มพูดคำหยาบได้บ้างนิดหน่อยแล้ว)



#หมายเหตู#
ผมมักจะเป็นคนที่แบบว่า ถ้ามีการจับฉลากเลือกตัวแทนของห้อง ให้ออกไปพูด หรือ ให้ทำอะไรสักอย่างแทนคนหมู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการหยิบรายชื่อจากในหีบ
หรือเล่นเกมส์โดยส่งของไปเรื่อยๆแล้วเปิดเพลงพอเพลงจบของอยู่ที่ใครคนนั้นถูกเลือก
อะไรพวกนี้มักจะเป็นผมตลอด
ไอ้การส่งของแล้วเปิดเพลงเนี่ย
ผมเเม่งเกลียดสุดๆ
ไม่ว่าผมจะย้ายไปนั่งแม่งตรงไหน
ของแม่งก็จะมาหยุดตรงนั้นตลอด


กูนั่งหน้าก็แล้ว
นั่งตรงกลางก็แล้ว
นั่งข้างหลังก็แล้ว
นั่งริมๆหน้าต่างก็แล้ว



ไอ้ห่าเอ๊ย

แม่งจ้องจะมาหยุดที่กูตลอดเวลา

กูไม่เข้าใจจริงๆ
(ขอโทษทีวนไปไกลเลย)



ตอนนั้นเครียดมาก เครียดจนถึงขนาดที่แค่คิดก็จะอ้วกแล้ว
คุณผู้ฟัง(อ่าน) ลองคิดดู
มันเป็นความกลัวที่มากเกินกว่าที่เด็กป. 3 จะทานทนไหว
กูไม่ใช่นักร้อง กูเป็นนักเรียน เย็ดม่อน
กูไม่ไช่นักเต้น กูเป็นนักเรียน เฮ็ดเป็ด

แล้วทีเด็กห้องอื่น ทำไมมันออกมากันเป็นกลุ่มว่ะ
บางห้องก็ออกมาเต้นกันทั้งห้อง
บางห้องก็ออกมาร้องเพลงกันพร้อมหน้า

วาย...วายมี

ทำไม...ทำไมต้องเป็นกูว่ะ
ที่ออกมาแค่คนเดียวเป็นตัวแทนห้อง ทั้งร้อง ทั้งเต้น

ไอ้เหี้ยเอ๊ยยยย...หนูทำได้!!!

แม่งปวดร้าวจริงๆ


เท่าที่จำความได้ ตอนนั้นขึ้นไปบนเวที แม่ง ยังกับยืนอยู่ในนรกเลย

ห่า...แม่งเป็นพื้นที่มรณะจริงๆ

เราก็ร้องเพลงไป.....จะร้องไห้ไป

เต้นไป.....ก็จะชักไป

หน้าตอนนั้นแม่งคงเหมือนอมก้อนขี้หมาขึ้นไปร้องด้วย
ข้ามเหอะ นึกถึงแล้วแม่งจะอ้วกว่ะ



ความกลัวอันถัดมา

คือตอนก่อนขึ้น ม. 1
(อันนี้เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มแล้ว อาจใช้คำไม่สุภาพอย่างรุนแรงผู้ปกครองควรให้คำปรึกษาบุตรหลานอย่างใกล้ชิด)



เข้าสามเสนว่ะ

อ๋อเข้าสามเสนครับ

ผมคิดว่าน่าจะเรียนที่สามเสนครับ

เออ กูก็จะเข้าสามเสนโว้ย แม่งโรงเรียนดังเหี้ยๆเลยนิ


ใครถามกูก็บอกว่าจะเข้าสามเสน
เย็ดแม่มเอ๊ยตอนนั้นคิดว่าจะเข้าได้ง่ายๆ


ชะล่าใจจัด คิดว่าเป็นเด็กในพื้นที่
บ้านอยู่ในเขตเข้าเรียนได้เลย ไอ้สัด แม่งดันมาสุดเขตพื้นที่
ตรงอีกแค่ 2 หลังก็ถึงบ้านกูแล้ว
ซวยบรม เวรกรรมจริงๆ



จับฉลากไง จับฉลาก
เรื่องจับฉลากนี่กูได้แน่ หึหึหึหึ
(ตอนนั้นหัวเราะในใจ เพราะมั่นใจมากๆเรื่องจับฉลากนี่กูบอกได้เลยว่ากูเนี่ยแหละสเปเชี่ยลลิสต์ตัวจริง)

 


กูเกิดมากับดวง จากประสบการณ์ที่ผันผ่านของกู

กูจับได้แน่....กูฟันธง!!






โค็ย(ควย)เอ๊ย.....?



เรื่องอะไรดีๆ กูจับไม่เคยจะได้ละไอ้เหี้ย
เรื่องอะไรเหี้ยๆ แม่งได้จ๊างละไอ้สาด




ตายห่าละสิ แล้วกูจะเรียนที่ไหนวะเนี่ย



อ๋อ ความสามารถพิเศษ


ใช่ๆ
พี่กู.....พี่กูตีขิมได้ เลยได้เรียนสามเสน
กู..............ความสามารถพิเศษ กู





มีอะไรบ้างวะ?





อืม





อังกะลุง!!!







ใช่แล้วกูเล่นอังกะลุงได้ หึหึหึ
ไอ้หอกเอ๊ย ดีใจได้ไม่ถึง 3 วินาทีเลย

ชิบหายแล้วอังกะลุง





มันเล่นคนเดียวไม่ด้ายยยยย

#หมายเหตุ#

อังกะลุงเป็นเครื่องดนตรีไทยชนิดหนึ่ง ทำจากไม้ไผ่เป็นบ้องๆ มีไผ่หลายชิ้นหลายขนาดตั้งเรียงกันลดลั่นลงมาตามความยาว เวลาเขย่าจะมีเสียงดังใส นุ่มหู แต่หนึ่งเครื่องก็จะมีเสียงแค่คีย์เดียวเท่านั้น คนนึงเล่นถือได้อย่างมากก็สองเสียง แล้วดนตรีโลกไหนว่ะมีเสียงแค่สองคีย์

ตอนนั้นกลัวจะไม่ได้เรียนมากเลยต้องไประบายกับเพื่อน


เฮ้ยมึงเด็กในพื้นที่ป่าวว่ะ




ป่าว




แล้วจับฉลากได้ป่าวว่ะ




ไม่ว่ะ




แล้วมึงมีความสามารถพิเศษป่าวว่ะ




มีว่ะ





อะไร





ดนตรี
กูเล่นดนตรีได้ ดนตรีไทย






เล่นเหี้ยอะไรได้ว่ะ






ค้างคาวกินกล้วย






โหมึงเก่งว่ะ
แล้วมึงเล่นอะไรว่ะ






ลาวดวงเดือน







กูหมายถึงเล่นเครื่องดนตรีอะไร






















อังกะลุง
















อังกะลุง!!!

(โอ้วว....ชิท)






เออดิ กูก็เล่นกับมึงไง จำไม่ได้เหรอ
หึหึหึ กูเข้าได้แน่ๆ สามเสนวิทยาลัย















ไปแล้ว....เพื่อนกูไปแล้ว
แม่งโง่กว่ากูอีก

เอาว่ะทางสุดท้ายแล้ว
สุดท้ายก็ต้องทำในสิ่งที่ความเป็นไปได้แทบจะไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์

ไม่ใช่สิ ต้องบอกว่า
ความเป็นไปไม่ได้แทบจะ 100 เปอร์เซ็นต์มากกว่า
ใช่แล้วครับ นั่นคือ




การสอบครับ



โหยตอนนั้น
อยากจะบอกแม่กับปะป๊าว่า
ไม่อยากจะไปสอบเลยเสียเวลาไม่ต้องเรียนก็ได้
เดี๋ยวมาช่วยป๊าขายของดีกว่า
เพราะรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็สอบไม่ได้


กว่ากูจะอ่านหนังสือออก ก็ล่อเข้าไปจะ ป. 2 แล้ว



ภาษาอังกฤษอย่ามาคุยกับกู
พิค......ด็อก.....แคท.....บุ๊ค.....เพนซิ๊ว
เวลาสอบวิชาภาษาอังกฤษ ช๊อยส์ไหนยาวสุด กูก็กาข้อนั้นแหละ



เลข อย่ามาข้องเกี่ยวกับกูเลย
กูท่องสูตรคูณได้แค่แม่ 5 เอง
เลยจากนั้นไม่ได้แล้ว กูงง
เวลาสอบกูก็ซื้อไม้บรรทัดที่มีสูตรคูณข้างหลังไปสอบอ่ะ
กูพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ไม่บรรทัดคือเพื่อนแท้ยามยากของกู



สังคมอย่าได้มา้เอื้อนเอ่ย
เรื่องมันผ่านมาแล้ว จะไปรู้มันทำเหี้ยอะไรว่ะ
แม่งเรียนแต่เรื่องซ้ำๆ

24.)สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ถูกง้าวพระแสงฟันโดยใคร
ก.) พระเจ้าแป ข.) พระเจ้าแป่ ค.) พระเจ้าแป้ ง.) พระเจ้าแป๊ จ.) พระเจ้าแป๋




อืม
แป แป่ แป้ แป๊ แป๋

เอา จ.จานละกันว่ะชื่อนี้คุ้นๆ พระเจ้าแป๋
ข้อนี้ตั้งแต่เรียนมาเคยออกสอบมาแล้วประมาณ 5 ครั้งได้
กูก็ตอบพระเจ้าแป๋ แม่งทั้ง 5 ครั้งนะแหละ
เป็นไงละ ไอสัด งงเลยดิ
กูรักใครรักจริงโว้ย(เกี่ยวเหี้ยไรว่ะ)



แล้วยังงี้ยังจะให้กูแบกหน้าด้านๆเข้าไปสอบแข่งกับเค้าอีกเหรอว่ะ
กูสงสารเด็กเรียนที่มันตั้งใจเรียน ตั้งใจสอบ
กูไม่อยากเอาตัวกูไปนั่งสอบห้องเดียวกับเค้า กูสงสารเค้า




ไอ้สัดเอ๊ย





เห็นใจกูบ้าง
ให้โอกาสกูบ้าง


กูอายประชาชีเค้า






แต่วันประกาศผล












ปรากฎว่าดันสอบเข้าสามเสนได้
แต่เป็นสามเสน 2 ไม่ใช่สามเสนเดิม ปีนั้นสามเสน 2 เพิ่งเปิดเป็นปีที่ 2
แต่ก็ยังใช้สถานที่เรียนที่เดียวกัน
ก็เอาว่ะ แม่งก็คือๆกันน่ะแหละ




อีกครั้งนึงก็คือตอนสอบเอ็นทรานซ์

อืม........เอ่อ


........อันนี้ไม่กลัวเท่าไหร่ว่ะ
เพราะเริ่มที่จะเรียนรู้แล้วว่า


ปริมาณอานุภาพความกลัวมันแปรผกผันกับคุณวุฒิและวัยวุฒิ


ทุกๆเรื่องถ้าให้ย้อนกลับไปเจออีก(แต่เป็นอายุปัจจุบันนะ)บอกได้เลยว่าแม่ง


ปัญญาอ่อนว่ะ!!



แต่ถ้าให้ย้อนเวลากลับไปตอนนั้นจริงละก็...คิดว่าก็คงจะน่ากลัวเหมือนเดิมน่ะแหละ
ความน่ากลัวมันก็คงยังจะมีอยู่



แต่ตอนนี้พอมามองดูจากมุมนี้แล้วมันเหมือนจะสอนอะไรเรา
ในอนาคตได้จริงๆนะ


คือเรื่องของเรื่องจะบอกว่า

ไม่ว่าตอนนี้คุณ(ที่กำลังอ่านอยู่)จะต้องเจอกับเรื่องอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้คุณกลัว
ทั้งที่มันเกิดไปแล้ว
กำลังเกิดอยู่
หรือยังไม่เกิดก็แล้วแต่

อยากให้รู้ไว้ว่า ไม่ว่ามันจะทำให้คุณเครียดขนาดไหนก็ตาม
พอเวลามันผ่านไป
อายุคุณเพิ่มขึ้น
ผมบอกได้เลยว่าความน่ากลัวมันจะลดลงแน่นอน


แล้วพอคุณลองหันกลับไปมองความกลัวที่เคยเกิดขึ้นกับคุณ
ผมกล้าฟันธงได้เลยว่า
ความกลัวนั้น มันก็ไม่เท่าำไหร่หรอก




เหมือนที่เหล่าเด็กวัยรุ่นผู้ที่จะกลายเป็นอนาคตของชาติ
เค้าชอบพูดกัน






ชิว ชิว....ขำ ขำ

รู้จักป่ะคำเนี้ย ใช้อธิบายได้ดีที่สุดแล้ว















เอ๊า.......









































งงอ่ะดิ ไอ้สาด


edit @ 2007/09/27 13:27:29
edit @ 2007/09/27 13:30:24
edit @ 2007/09/27 13:40:49
edit @ 2007/09/27 13:42:52